ขออนุญาตินำมาโพสอีกครั้งนะครับ

ขณะที่เขียนบันทึกนี้อยู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยในขณะนี้ส่วนใหญ่คงตกอยู่ในความทุกข์ ความแค้น ความโกรธ ความเกลียด จากเหตุการณ์ที่ไม่เคยนึกไม่เคยคิดว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ในเอเชีย หรือในโลกก็ว่าได้

แหล่งท่องเที่ยวของไทยก็สุดแสนจะมีเสนห์เย้ายวนใจให้คนจากทุกสารทิศ เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมให้เกิดการจ้างงานอย่างมากมาย หรือต่างๆ อีกมากมายที่ประเทศไทยเป็นที่อิจฉาจากหลายๆ ประเทศด้วยกัน

แต่แล้วมาวันนี้ฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย เกิดอะไรขึ้นกับคนไทย ที่เราเคยรู้จัก?

การชุมนุนทางการเมืองที่ถูกยกระดับเป็นการก่อการร้าย ได้ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบอย่างมาก
สัญลักษณ์ที่เรียกติดปากว่า "คนเสื้อแดง" ได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำ ไปอยู่ในจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ หากแต่ว่ามันได้แบ่งคนไทย ออกจากกันด้วยสีเสื้อ และวาทกรรมประชาธิปไตย "สองมาตรฐาน" ไพร่" "อำมาตย์" ซึ่งมีคนจำนวนมากให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันด้วยคำพูด การกระทำ และรวมไปถึงเป้าหมายบางประการที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมิอาจให้การสนับสนุนได้ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ "ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์" "รักในหลวง"

มาวันนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่ใครจะรับผิดชอบได้แล้ว ทั้งจากการสูญเสียชีวิตของประชาชน เจ้าหน้าที่ทหาร ผู้สื่อข่าว การสูญเสียทรัพย์สิน และโอกาสในทางเศรษฐกิจที่อาจจะมีมูลค่ามหาศาล และที่สำคัญเราได้สูญเสียความเป็นคนไทยไปแล้วด้วยหรือไม่ คำถามนี้อยากจะถามตัวเราก่อนว่าท่านรู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียดคนเสื้อแดงไหม แนนอนผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ทุกคนมีอารมณ์แบบนี้ แล้วไปถามคนเสื้อแดงละ เท่าที่ผมได้เข้าไปอ่านในสังคมออนไลน์หรือ Facebook ของพวกเค้า ต่างก็มีความโกรธ ความเกลียดรัฐบาลเช่นกัน เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้ได้อย่างไร?

สิ่งที่อยากให้ทุกคน (ขอย้ำว่่าทุกคน) ทั้งที่ชอบแดง เกลียดแดง โกรธแดง รักแดง ฯลฯ แต่ถ้ายังรักประเทศไทย ขอให้ตั้งสติคิดหน่อยเถอะ ว่าเรารบกัน ฆ่ากันไปเพื่ออะไร

อย่างที่ผมได้กล่าวว่า "การชุมนุนทางการเมืองที่ถูกยกระดับเป็นการก่อการร้าย ได้ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน" ซึ่งนอกจากจะนำพาประเทศไทยไปสู่ "รัฐล้มเหลว" แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ต้องการให้ประเทศไทยหายออกจากเวทีการแข่งขันในระดับประเทศ ซึ่งทุกท่านทราบดีโลกในโลกาภิวัฒน์นั้นอำนาจทุน อำนาจสื่อเป็นสิ่งที่สามารถครอบครองทรัพยากรในประเทศอื่นๆ ได้ ดังที่อเมริกาทำกับอิรัก เป็นต้น

ท่านลองนึกภาพประเทศสิงค์โปร์ มาเลเซีย เวียตนาม เขมร พม่า ลาว นั่งดูเราตีกันเองสิครับ ท่านว่าอารมณ์ความรู้สึกประเทศเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าผมเดา ผมคิดว่าเค้าคงนั่งยิ้มแก้มแทบปริ

สถานที่ที่ถูกวางเพลิงดูเหมือนจะเป็น

สัญลักษณ์ทางการค้า ทางการลงทุน

ของประเทศไทยเกือบทั้งสิ้น


ทั้ง CTW ธนาคารกรุงเทพ หรือค้าปลีกอย่าง 7-11 ใครน่าจะได้ประโยชน์จากการพังทลายของเศรษฐกิจไทย? หรือแหล่งรายได้สำคัญอย่างการท่องเที่ยว ท่านคิดว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แล้วนักท่องเที่ยวจะเอาเงินไปเที่ยวไหนกันเอ๋ย

เราอาจได้เห็น IMF กลับมาอีกครั้ง เงินกู้จากประเทศนั้นประเทศนี้อีกเพียบ และนั้นแหละครับเราก็จะสูญเสียเอกราชอีกครั้งหนึ่ง

คำถามสำคัญสุดท้าย "เราได้สูญเสียอะไรไปบ้าง" และใครจะได้ประโยชน์จากที่เราสูญเสีย" หากเราต่างก็ชี้หน้าด่ากันไปมา

เคารพทุกความเห็น อยากให้คนไทยช่วยกันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และขออภัยหากข้อความนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน
ขอบคุณครับ


---

http://www.facebook.com/topic.php?uid=10150141816510521&topic=15465 

จาก กระแสการเมืองที่ผ่านมา

หากมองย้อนให้ถึงแก่นจิตใจของคนเสื้อแดงในบางส่วน

ก้ต้องยอมรับว่า

บางส่วนนั่น เค้าก็เพียงเพื่อให้รัฐบาลได้หันมาเหลียวแลพวกเค้าบ้าง

เป็นเพราะเกิดมาไม่เคยเจอรัฐบาลไหนที่เอาใจ และเข้าถึงได้อย่างแม้วล์ล์

พอมาร์คมาทีหลัง เป็นเบอร์สอง ก็ย่อมต้องแพ้ทางอยู่ดี

เหมือนกับ AIS บุกเบิกตลาดเครือข่ายมือถือก่อน DTAC กะ TRUE ก็เป็นรองอยู่ดี


ดูอย่างนี่ -->

 

เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า

สองมาตรฐานนั้นมีอยู่จริง

อีนี่เองก้คิดเช่นกันว่า

ถ้า คนที่ปิดทำเนียบ และสนามบินได้รับการลงโทษ และเป็นรูปธรรม 

การทำลายทรัพย์สิน หรือก่อจราจลร้ายแรง คงไม่อาจรุนแรงเท่านี้ (มั้ง)

จะเห็นได้ว่า ตอนที่ central world โดนเผา มีกลุ่มคนเสื้อแดง

ไปล้อม ให้กำลังใจพวกที่จะเผา มาเชียร์ให้มอดไหม้ ส่งเสียงร้องโห่ฮาอย่างสะใจ

 

แต่ก็ เป็นไปได้เหมือนกันว่า

ต่อให้ พวกเหลือง โดนดำเนินคดีอย่างจริงจัง

ก็คงออกมาทำอะไรเลวร้ายอย่างที่เห็นอีกก็เป็นได้

เพราะพวกนี้ มันทำตัวเหมือน เด็กเรียกร้องอยากเอาขนม เอาของเล่น

พอไม่ได้ดั่งใจ ก้แปลงร่างกลายเป็น ก๊อตซิลล่าพ่นไฟ ถล่มบ้านเมือง

เผาบ้านเมือง ประเทศชาติ และที่ำสำคัญ

เผาความเป็นคนไทย ออกไปจากหัวใจและจิตสำนึก  !!!

 

 

อยากจะยกตัวอย่างประเทศที่เรียกได้ว่ามีความเป็นเสรี และเสมอภาคมาก ชั้นแนวหน้าของโลก

อย่างประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น

  นอร์เวย์ - ฟินแลนด์ - สวีเดน - เดนมาร์ก  สักหน่อย  




 ประเทศเหล่านี้ เป็นราชอาณาจักร

ย้ำว่า ราชอาณาจักร อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

(ยกเว้น ฟินแลนด์ กับ ไอซ์แลนด์ เป็น สาธารณรัฐ)

ทำไมพวกเค้าทำได้ ? อังกฤษ ก็ทำได้? ฮึ ?

พวกนี้เป็น "รัฐสวัสดิการ"

ดังที่ นักวิชาการใน vdo เสนอความคิด

 

เราเองก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี

ที่ทำให้ ผู้คนมีการกระจายรายได้ มีความเสมอภาคเท่าที่จะเป็นไปได้

ดั่งที่มีคำกล่าวประจำประเทศเดนมาร์กว่า

"คนรวยมั่งคั่งนั้นน้อย....แต่คนจนยากไส้นั้นน้อยยิ่งกว่า"

 

ข้อดีมันมีอะไรบ้าง ?

เราจะมาดูตั้งแต่เกิด ยัน ตอกฝาโลงกัน...

- หญิงสาวแสนสวย คนหนึ่ง ถูกใจกับชายหนุ่มรูปงาม ที่เ้ข้ามาจีบ จนร่วมชีวิตกัน

- แต่อีผู้ชายดันตกงาน หรือฝ่ายหญิงตกงาน รัฐมีเงินมาเลี้ยงให้ ประมาณ 950-1200 โครน
  (โครนนึง ตกประมาณ 6-7-8 บาทไทย โดยเฉลี่ยทั้ง นอร์เวย์-เดนมาร์ก-สวีเดน)
  ให้ทุกเดือน  เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี คุณต้องไปหางานทำ โดยมีเงินนี้ เลี้ยงชีวิตให้

- ต่อมา เมื่อเริ่มมีการงาน ก็พร้อมมีลูก
  รัฐก็มีเงินเลี้ยงดู ดูแลครรภ์ของหญิงสาว
  และเป็นเงินทุนเพื่อส่งเสริมการสร้างครอบครัวของคนในประเทศ
  ที่แม่งก็มีกันน้อยยยยจัดอยู่ละ  อัตราการเกิืดก็ต่ำๆๆๆ อีก

- พอมีลูก ว่าที่คุณแม่ ก็บอกเจ้านายว่า นายคะ เดี๊ยนขอไป prepare ก่อนนะคะ
  ท้องได้ประมาณไม่กี่เดือน ก็สามารถลางาน มาดูแลครรภ์ หยุดงานได้
  โดยยังได้ เงินเดือน 80% ของเงินเดือนทั้งหมดที่เคยทำ จากที่ทำงาน
 
- พอคุณแม่นี้ คลอดลูก
  ก็สามารถลาหยุดได้อีกประมาณ 1 ปี +
  โดยแน่นอน มีเงินเลี้ยงดูเด็กจากรัฐ

- อีเด็กนี่เกิดมา คุณพ่อคุณแม่ ก็ยัดให้ kindergarten ให้เลี้ยงดู แล้วกลับไปทำงานต่อ
  เย็นมาก็ปั่นจักรยานมาัรับ

- อีเด็กนี่ จะเข้าประถม ก็ไม่ต้องเสียเงิน เรียนฟรี ไปจนถึงระดับ ปริญญาเอก
  (จะเีีรียนจบถึงระดับไหนก็ตาม ขอแค่เมิงมีปัญญาเรียนไปเรื่อยๆ เค้าก้ให้นั่นแหละ)

- พอช่วงลาพักร้อน หยุดงาน กันไปเที่ยวต่างประเทศ ไปตากอากาศตามชนบท
  ใน 1 ปี สามารถลาหยุดพักผ่อนได้ รวมกันเป็นวันทั้งหมด ประมาณ 5-7 สัปดาห์ต่อปี
  โดยมีเงินให้อีก นิดๆ หน่อยๆ !!!

- อีเด็กนี่ ฟันหัก ถอนฟัน ฟันคุด เล็บกุด
  มีแพทย์ประจำตัวนะเธอว์  หรือมาเมืองไทยมาเที่ยว แล้วดันกินส้มตำ ท้องจู๊ดๆ
  ส่งทีมแพทย์ เครื่องบินมารับตัว กันถึงที่เลยเออ !!!

- อีเด็กนี่ ต้องไปตรวจสุขภาพทุกปี มาตรฐานปีละ 2 ครั้ง ตามระเบียบที่กำหนด
  กับแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์ใน