ขออนุญาตินำมาโพสอีกครั้งนะครับ

ขณะที่เขียนบันทึกนี้อยู่ ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยในขณะนี้ส่วนใหญ่คงตกอยู่ในความทุกข์ ความแค้น ความโกรธ ความเกลียด จากเหตุการณ์ที่ไม่เคยนึกไม่เคยคิดว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ในเอเชีย หรือในโลกก็ว่าได้

แหล่งท่องเที่ยวของไทยก็สุดแสนจะมีเสนห์เย้ายวนใจให้คนจากทุกสารทิศ เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมให้เกิดการจ้างงานอย่างมากมาย หรือต่างๆ อีกมากมายที่ประเทศไทยเป็นที่อิจฉาจากหลายๆ ประเทศด้วยกัน

แต่แล้วมาวันนี้ฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย เกิดอะไรขึ้นกับคนไทย ที่เราเคยรู้จัก?

การชุมนุนทางการเมืองที่ถูกยกระดับเป็นการก่อการร้าย ได้ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบอย่างมาก
สัญลักษณ์ที่เรียกติดปากว่า "คนเสื้อแดง" ได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำ ไปอยู่ในจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ หากแต่ว่ามันได้แบ่งคนไทย ออกจากกันด้วยสีเสื้อ และวาทกรรมประชาธิปไตย "สองมาตรฐาน" ไพร่" "อำมาตย์" ซึ่งมีคนจำนวนมากให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันด้วยคำพูด การกระทำ และรวมไปถึงเป้าหมายบางประการที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมิอาจให้การสนับสนุนได้ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ "ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์" "รักในหลวง"

มาวันนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่ใครจะรับผิดชอบได้แล้ว ทั้งจากการสูญเสียชีวิตของประชาชน เจ้าหน้าที่ทหาร ผู้สื่อข่าว การสูญเสียทรัพย์สิน และโอกาสในทางเศรษฐกิจที่อาจจะมีมูลค่ามหาศาล และที่สำคัญเราได้สูญเสียความเป็นคนไทยไปแล้วด้วยหรือไม่ คำถามนี้อยากจะถามตัวเราก่อนว่าท่านรู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียดคนเสื้อแดงไหม แนนอนผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ทุกคนมีอารมณ์แบบนี้ แล้วไปถามคนเสื้อแดงละ เท่าที่ผมได้เข้าไปอ่านในสังคมออนไลน์หรือ Facebook ของพวกเค้า ต่างก็มีความโกรธ ความเกลียดรัฐบาลเช่นกัน เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้ได้อย่างไร?

สิ่งที่อยากให้ทุกคน (ขอย้ำว่่าทุกคน) ทั้งที่ชอบแดง เกลียดแดง โกรธแดง รักแดง ฯลฯ แต่ถ้ายังรักประเทศไทย ขอให้ตั้งสติคิดหน่อยเถอะ ว่าเรารบกัน ฆ่ากันไปเพื่ออะไร

อย่างที่ผมได้กล่าวว่า "การชุมนุนทางการเมืองที่ถูกยกระดับเป็นการก่อการร้าย ได้ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน" ซึ่งนอกจากจะนำพาประเทศไทยไปสู่ "รัฐล้มเหลว" แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ต้องการให้ประเทศไทยหายออกจากเวทีการแข่งขันในระดับประเทศ ซึ่งทุกท่านทราบดีโลกในโลกาภิวัฒน์นั้นอำนาจทุน อำนาจสื่อเป็นสิ่งที่สามารถครอบครองทรัพยากรในประเทศอื่นๆ ได้ ดังที่อเมริกาทำกับอิรัก เป็นต้น

ท่านลองนึกภาพประเทศสิงค์โปร์ มาเลเซีย เวียตนาม เขมร พม่า ลาว นั่งดูเราตีกันเองสิครับ ท่านว่าอารมณ์ความรู้สึกประเทศเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าผมเดา ผมคิดว่าเค้าคงนั่งยิ้มแก้มแทบปริ

สถานที่ที่ถูกวางเพลิงดูเหมือนจะเป็น

สัญลักษณ์ทางการค้า ทางการลงทุน

ของประเทศไทยเกือบทั้งสิ้น


ทั้ง CTW ธนาคารกรุงเทพ หรือค้าปลีกอย่าง 7-11 ใครน่าจะได้ประโยชน์จากการพังทลายของเศรษฐกิจไทย? หรือแหล่งรายได้สำคัญอย่างการท่องเที่ยว ท่านคิดว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้แล้วนักท่องเที่ยวจะเอาเงินไปเที่ยวไหนกันเอ๋ย

เราอาจได้เห็น IMF กลับมาอีกครั้ง เงินกู้จากประเทศนั้นประเทศนี้อีกเพียบ และนั้นแหละครับเราก็จะสูญเสียเอกราชอีกครั้งหนึ่ง

คำถามสำคัญสุดท้าย "เราได้สูญเสียอะไรไปบ้าง" และใครจะได้ประโยชน์จากที่เราสูญเสีย" หากเราต่างก็ชี้หน้าด่ากันไปมา

เคารพทุกความเห็น อยากให้คนไทยช่วยกันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และขออภัยหากข้อความนี้ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน
ขอบคุณครับ


---

http://www.facebook.com/topic.php?uid=10150141816510521&topic=15465 

จาก กระแสการเมืองที่ผ่านมา

หากมองย้อนให้ถึงแก่นจิตใจของคนเสื้อแดงในบางส่วน

ก้ต้องยอมรับว่า

บางส่วนนั่น เค้าก็เพียงเพื่อให้รัฐบาลได้หันมาเหลียวแลพวกเค้าบ้าง

เป็นเพราะเกิดมาไม่เคยเจอรัฐบาลไหนที่เอาใจ และเข้าถึงได้อย่างแม้วล์ล์

พอมาร์คมาทีหลัง เป็นเบอร์สอง ก็ย่อมต้องแพ้ทางอยู่ดี

เหมือนกับ AIS บุกเบิกตลาดเครือข่ายมือถือก่อน DTAC กะ TRUE ก็เป็นรองอยู่ดี


ดูอย่างนี่ -->

 

เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า

สองมาตรฐานนั้นมีอยู่จริง

อีนี่เองก้คิดเช่นกันว่า

ถ้า คนที่ปิดทำเนียบ และสนามบินได้รับการลงโทษ และเป็นรูปธรรม 

การทำลายทรัพย์สิน หรือก่อจราจลร้ายแรง คงไม่อาจรุนแรงเท่านี้ (มั้ง)

จะเห็นได้ว่า ตอนที่ central world โดนเผา มีกลุ่มคนเสื้อแดง

ไปล้อม ให้กำลังใจพวกที่จะเผา มาเชียร์ให้มอดไหม้ ส่งเสียงร้องโห่ฮาอย่างสะใจ

 

แต่ก็ เป็นไปได้เหมือนกันว่า

ต่อให้ พวกเหลือง โดนดำเนินคดีอย่างจริงจัง

ก็คงออกมาทำอะไรเลวร้ายอย่างที่เห็นอีกก็เป็นได้

เพราะพวกนี้ มันทำตัวเหมือน เด็กเรียกร้องอยากเอาขนม เอาของเล่น

พอไม่ได้ดั่งใจ ก้แปลงร่างกลายเป็น ก๊อตซิลล่าพ่นไฟ ถล่มบ้านเมือง

เผาบ้านเมือง ประเทศชาติ และที่ำสำคัญ

เผาความเป็นคนไทย ออกไปจากหัวใจและจิตสำนึก  !!!

 

 

อยากจะยกตัวอย่างประเทศที่เรียกได้ว่ามีความเป็นเสรี และเสมอภาคมาก ชั้นแนวหน้าของโลก

อย่างประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น

  นอร์เวย์ - ฟินแลนด์ - สวีเดน - เดนมาร์ก  สักหน่อย  




 ประเทศเหล่านี้ เป็นราชอาณาจักร

ย้ำว่า ราชอาณาจักร อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

(ยกเว้น ฟินแลนด์ กับ ไอซ์แลนด์ เป็น สาธารณรัฐ)

ทำไมพวกเค้าทำได้ ? อังกฤษ ก็ทำได้? ฮึ ?

พวกนี้เป็น "รัฐสวัสดิการ"

ดังที่ นักวิชาการใน vdo เสนอความคิด

 

เราเองก็เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี

ที่ทำให้ ผู้คนมีการกระจายรายได้ มีความเสมอภาคเท่าที่จะเป็นไปได้

ดั่งที่มีคำกล่าวประจำประเทศเดนมาร์กว่า

"คนรวยมั่งคั่งนั้นน้อย....แต่คนจนยากไส้นั้นน้อยยิ่งกว่า"

 

ข้อดีมันมีอะไรบ้าง ?

เราจะมาดูตั้งแต่เกิด ยัน ตอกฝาโลงกัน...

- หญิงสาวแสนสวย คนหนึ่ง ถูกใจกับชายหนุ่มรูปงาม ที่เ้ข้ามาจีบ จนร่วมชีวิตกัน

- แต่อีผู้ชายดันตกงาน หรือฝ่ายหญิงตกงาน รัฐมีเงินมาเลี้ยงให้ ประมาณ 950-1200 โครน
  (โครนนึง ตกประมาณ 6-7-8 บาทไทย โดยเฉลี่ยทั้ง นอร์เวย์-เดนมาร์ก-สวีเดน)
  ให้ทุกเดือน  เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี คุณต้องไปหางานทำ โดยมีเงินนี้ เลี้ยงชีวิตให้

- ต่อมา เมื่อเริ่มมีการงาน ก็พร้อมมีลูก
  รัฐก็มีเงินเลี้ยงดู ดูแลครรภ์ของหญิงสาว
  และเป็นเงินทุนเพื่อส่งเสริมการสร้างครอบครัวของคนในประเทศ
  ที่แม่งก็มีกันน้อยยยยจัดอยู่ละ  อัตราการเกิืดก็ต่ำๆๆๆ อีก

- พอมีลูก ว่าที่คุณแม่ ก็บอกเจ้านายว่า นายคะ เดี๊ยนขอไป prepare ก่อนนะคะ
  ท้องได้ประมาณไม่กี่เดือน ก็สามารถลางาน มาดูแลครรภ์ หยุดงานได้
  โดยยังได้ เงินเดือน 80% ของเงินเดือนทั้งหมดที่เคยทำ จากที่ทำงาน
 
- พอคุณแม่นี้ คลอดลูก
  ก็สามารถลาหยุดได้อีกประมาณ 1 ปี +
  โดยแน่นอน มีเงินเลี้ยงดูเด็กจากรัฐ

- อีเด็กนี่เกิดมา คุณพ่อคุณแม่ ก็ยัดให้ kindergarten ให้เลี้ยงดู แล้วกลับไปทำงานต่อ
  เย็นมาก็ปั่นจักรยานมาัรับ

- อีเด็กนี่ จะเข้าประถม ก็ไม่ต้องเสียเงิน เรียนฟรี ไปจนถึงระดับ ปริญญาเอก
  (จะเีีรียนจบถึงระดับไหนก็ตาม ขอแค่เมิงมีปัญญาเรียนไปเรื่อยๆ เค้าก้ให้นั่นแหละ)

- พอช่วงลาพักร้อน หยุดงาน กันไปเที่ยวต่างประเทศ ไปตากอากาศตามชนบท
  ใน 1 ปี สามารถลาหยุดพักผ่อนได้ รวมกันเป็นวันทั้งหมด ประมาณ 5-7 สัปดาห์ต่อปี
  โดยมีเงินให้อีก นิดๆ หน่อยๆ !!!

- อีเด็กนี่ ฟันหัก ถอนฟัน ฟันคุด เล็บกุด
  มีแพทย์ประจำตัวนะเธอว์  หรือมาเมืองไทยมาเที่ยว แล้วดันกินส้มตำ ท้องจู๊ดๆ
  ส่งทีมแพทย์ เครื่องบินมารับตัว กันถึงที่เลยเออ !!!

- อีเด็กนี่ ต้องไปตรวจสุขภาพทุกปี มาตรฐานปีละ 2 ครั้ง ตามระเบียบที่กำหนด
  กับแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์ในท้องถิ่น  โดยไม่ต้องเสียค่าพยาบาล ค่าตรวจใดๆ

- อีเด็กนี่ โตพอขับรถแล้ว ดันไปเจออุบัติเหตุ !!!
  อ่ะ...รัฐซ๋อมรถให้ บาดเจ็บตรงไหนก็ไปหาหมอนะลูก ไม่เสียตังค์ !!!

- อีเด็กนี่ โต--แต่งงาน-ทำงาน ตามแบบที่พ่อแม่มันเป็น แล้วก้แก่
  พออายุประมาณ 50-60 (แล้วแต่องค์กรที่ทำงานอนุัญาตให้เกษียณ)
  ก็ไปพักร้อน ได้ตังค์ พวกแก่ๆ หัวทองๆ ขาวๆ ฝรั่งสแกนฯ ก็จะเห็นมาเร่ร่อนๆ ในเมืองไทย
  ตอนแก่ๆ ได้เงินจากรัฐบาลอีก จากเงินเกษียณอายุ บำนาญ หรือเงินประกันสังคม

- อีเด็กนี่ ลงโลงแล้ว ก็สามารถจัดพิธีศพโดยสามารถขอทุนนิดๆ หน่อยๆ จากรัฐได้
  (แล้วแต่ว่าเราจะขอรึเปล่า?) 

 

ผ่านไปแล้วกับข้อดี มาดูเรื่องที่อาจทำให้คนไทย ไม่สามารถยอมรับ
และเป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้ อย่างแน่นอน !!! 

1. ประเทศพวกนี้เก็บภาษีโหด  ไม่เหลือพื้นที่ให้พวกเศรษฐีได้รวย
    ไอ้พวกรวยๆ เศรษฐีอย่าง เจ้าของ IKEA ของสวีเดน ก็ย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง
    จะได้ไม่ต้องเสียภาษีที่แสนสาหัส
    คนธรรมดา มนุษย์เงินเดือน สมมติ คนไทยได้เงินเดือน ประมาณ 20,000
    ก็เสียภาษีรายได้บุึคคล ประมาณ 50-60% นี่คือค่าประมาณโดยเฉลี่ย
    เงินเดือนประมาณ 50,000 อัพ ก็เสียประมาณ 70%
    แล้วยิ่งถ้าเป็น เศรษฐีจริงๆ  อย่างท่านแม้ว มาลีนนท์ จิราธิวัฒน์ กระทิงแดง
    คงโดนจนไม่เหลือให้รวย  เพราะโดนไม่ต่ำกว่า 80% ย้ำ ไม่ "ต่ำกว่า" 80%
    อย่างเช่น สมมติท่านแม้ว มีรายได้สัก 73,000 ล้าน
    ท่านแม้วก็จะโดนหักภาษีไปสัก  58,400,000,000 นี่ยังเยอะกว่าที่ โดนยึดไปอีกนาาา
    ท่านโดนไป 40,000 กว่าล้าน มาทำชักดิ้นชักงอ เผาประเทศชาติชิบหาย
    แล้วถ้าไปอยู่สวีเดน-นอรเวย์-เดนมาร์ก หรือ เนเธอร์แลนด์ นี่ ไม่เอานิวเคลียร์มาบึ้มประเทศตัวเองเลยเหรอ?

    อ่ะ เห็นอย่างงี้แล้วสะดุ้งโหยง
    ตายห่า กุเงินเดือน 30,000 นี่กุเหลือมาแดกแค่  12,000 เองหรอวะเนี่ย ตรู -*-
    แถมคนไทยมีทัศนคติที่ว่า

    ศุลกากร กรมสรรพสามิต มันไว้ใจไม่ได้ !!!

    คิดว่า ภาษีที่เราเสียไป มันจะพัฒนาประเทศได้เต็มที่เหรอ ?
    ไม่ไปเข้ากระเ๋ป๋าพวกนักการเมีย (เพราะชอบได้เสียกันเป็นอาจิณ) หรอกหรือ
หืม?

    อีนี่เอง ก็ขอออกมายอมรับว่า อีนี่เองก็คิดแบบนี้เช่นกัน
    โดนภาษีไป 20 30 เปอร์เซนต์ก็จะเป็นจะตายแล้ว
    นี่ถ้าต้องโดน 60% เป็นมาตรฐานแล้ว  คนทำงานเกี่ยวกับคลังของแผ่นดินของภาษี
    ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า

    ใสสะอาด ปราศคอรัปชั่น หมั่นตรวจสอบ ไม่โกงกิน สิ้นทุจริต ก่อน

    ถึงจะทำให้ประชาชนวางใจกันได้

    อ้อคนที่นั่นเค้า กลัว ศุลกากร ยิ่งกว่าเสืออีกนะ หุๆๆ
    The Customs is more dreadful than Tiger !!! hahaha

 

2. ประเทศพวกนี้ มีระดับ HDI (Human Development Index) ดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่

    สูงมากกกกกกก เป็น Top of the World ทุกปี !!!

       
         ขณะที่ ไทยแลนด์... อยู่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ -*-
      

                                           อืม แม่งแบ่งคลาสกันจริงเลยว่ะ
                                Developed Country  และ Developing Country

    การจะเป็นรัฐสวัสดิการ และประชาธิปไตยที่ดีได้
    ต้องมีประชากรที่มีคุณภาพ ความรู้ คำว่าความรู้ไม่ได้หมายถึง การศึกษาสูง
    จบ dog แล้วมาทำตัวเหวงแถวราชประสงค์ เสียดายปริญญาว่ะ -*-
    ไม่ใฃ่นะ !! แต่รู้จักสิทธิของผู้อื่น เคารพตัวเอง สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


     นี่ แม่เจ้า คุกหรอนี่ นี่หรือคุก ที่นอร์เวย์ หรูสุดๆ เลยจ่ะเธอว์จ๋า
     http://kexcel23.exteen.com/20100307/entry



3. ที่สำคัญ ระดับรายได้ต่อบุคคล มันสูงงงงง
    
     

    ไทยแลนด์...

    

    เอาตามจริงแล้ว  GDP รายได้ของประเทศไทยนั้น
    มากกว่าบางประเทศในนี้ด้วยซ้ำ ขนาดเศรษฐกิจก็ใหญ่กว่าหลายขุม
    แต่ ประชากรเรามีมากกว่า  ตัวหารมันก้เลยเยอะ
    คนรวยกระจุก คนจนกระจาย  และ อย่าเพิ่งเอาค่าอันดับตามรูปนี้มาตัดสินนะจ๊ะเธอว์จ๋่า
    เพราะว่า เลข  gdp per capita ที่เห็น มันไม่ได้หมายถึง ระดับรายได้ของแต่ละคนนะจ๊ะ
    เป็นเพียงแค่ เอารายได้ประเทศ เงินสะพัดต่างๆ มาหารกับจำนวนประชากรเท่านั้นเองจ่ะ

    และแน่นอน พอถูกหักภาษี เผลอๆ อาจมีรายได้จริงๆ ที่ได้ใช้ น้อยกว่าชาวอเมริกันอีกจ่ะ
    และแน่นอนอีก ทุกคนไม่ได้มีรายได้ตามรูป อาจมีสูงกว่านี้ น้อยกว่านี้ นี่เป็นเพียงแค่ที่หารออกมา
 
    แต่ถึงยังงั้น การมีรายได้ ที่สามารถกระจายเพื่อรัฐสวัสดิการได้มาก ก็ยิ่งทำให้มีโอกาส
    ที่จะสร้างสวัสดิการทีดีแก่ประชาชนได้นี่ ?


4. CPI (Corruption Perception Index) หรือดัชนี ชี้วัดการคอร์รัปชั่น
    ของเค้าน้อยยยยย เป็นอันดับต้นๆ ของโลก



ส่วนไทยแลนด์
ท้ายแถวเลยจ่ะเธอว์


ทำไม สีมัน "ตัดกัน" ขนาดนี้วะ -*-


ฮ่าๆๆ แน่นอน เอ็กแซคลี่ที่สุดคือ

พวก นักการเมียที่คอร์รัปชั่น

จะต้องถูกกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทย
รวมไปถึงองค์กร ภาคเอกชนที่ต้องมีลูกน้อง คนทำงานที่จริงใจซื่อสัตย์ต่องานและทรัพย์สินด้วย
ถึงจะทำให้ประเทศก้าวหน้าไปได้มาก


ประเทศแถบนั้นมันไม่มีอะไรเลย
ป่าไม้ หิมะ ภูเขา เหล็ก ปลา

ประเทศไทยเรามีอะไร ?

"สวรรค์"

สวรรค์มาลงที่ประเทศไทยหมด !!!

แต่เพราะเป็นการถ่วงสมดุลให้กับโลก พระเจ้าจะได้ไม่ดูลำเอียงเกินไป
จึงส่ง

"นักการเืมือง" มาให้ประเทศไทย !!!

ประเทศไทยเรามีชายหาดสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นล้านๆ ต่อปี
ดูดเงินมากกว่า แสนๆ ล้าน   มีแร่ธาตุ ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำดินสมบูรณ์
แผ่นดินทอง อัธยาศัยผู้คนที่หาชนชาติใดเหมือน จนทำให้ประเทศชาติอยู่รอด (?) จนถึงทุกวันนี้
เหนือจดใต้ ออกจดตก มีที่ท่องเที่ยว เพลินหูเพลินตา ไม่จบไม่สิ้น
อาหารการกินลือรสไปทั่วโลก ศิลปะ วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์

ขณะที่ บางที ประเทศเหล่านี้ ดีจริง แต่คนไม่ค่อยสนใจกันเลย
ทั้งที่อยู่ยุโรปด้วยกัน คนให้ความสนใจ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี มากกว่า
(แหมมม ก็ออกจะโชกโชนตอนสงคราม แถมป้วนเปี้ยนในเวทีโลกเยอะกว่านี่นา)

หลายคนอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำ นอร์เวย์...อืมนอร์เวย์อยู่ไหนเหรอ เมืองหลวงชื่ออะไรน๊าาา
Copenhagen ไม่ใช่เมืองในเยอรมันหรอกเหรอ ?
อ่อ สวีเดน...นี่ใช่ของอังกฤษใช่มะ ?

เวรเหอะ   มีพวก งา-โอะ-สึ  อีกมากมาย กุล่ะปากเปียกปากแฉะ -*-

 

5. สังคมเค้ามีวัฒนธรรมการ "ถ่อมตน"
    เศรษฐีชอบทำตัวเป็น ผ้าขี้ริ้วห่อทอง  ไม่ทำตัวอวดร่ำอวดรวยเกินหน้าเกินตา
    ขณะที่เมืองไทย ดารามากมาย celeb_บิดขี้  ทำตัวเด่น เกินหน้าเกินตา เป็นที่ฉะ เฉาะ ฉาวในสังคม

    แต่โดยวัฒนธรรม ที่น่าจะสืบทอดมาจากชนเผ่าไวกิ้งบรรพบุรุษพวกเขาด้วยแหละ
    ที่ไม่ชอบคนที่ทำตัวเด่น อวดร่ำอวดรวย พวกเขามีวัฒนธรรมที่ถูกบัญญัติอยู่ในกฎ 10 ข้อที่ว่า
   
        -1- ต้องไม่คิดว่าเราสำคัญกว่าคนอื่น
        -2- ต้องไม่คิดว่าเราเก่งกว่าคนอื่น
        -3- ต้องไม่คิดว่าเราอยู่เหนือกว่าผู้อื่น
        -4- ต้องไม่คิดว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น
        -5- ต้องไม่คิดว่าเราเป็นผู้ที่สอนคนอื่นได้เสมอ
        -6- ต้องไม่คิดว่าเรา คือผู้ที่สมควรได้รับสิทธิพิเศษ
                          ....ที่เหลือจำไม่ได้ละ แบบว่า อ่านจากหนังสือมาอีกที 


แต่ลักษณะสังคมไทย มีอะไรกุขออวดไว้ก่อน
แต่ของเขา คนไหนที่ทำตัวเว่อร์ และวางตัวเหนือคนอื่น จะถูกนินทาทันที
(มันก็เป็นกันทั่วโลกแหลนะ -*-)

แต่กำลังจะสื่อถึงว่า ความไม่เท่่าเทียมกันนั้น ไม่ได้มาจากรากฐานเศรษฐกิจ ระบบการเืมือง

แต่เป็นที่ใจ ความคิดคนเราต่างหาก  พออยากมีอยากเป็นอยากได้ ก็ต้องโชว์ ต้องอวดให้คนอื่นเห็น

ไมงั้น คนยากจนได้เงินกองทุนของท่านแม้ว ก็ไปซื้อมือถือ มอไซค์ นู่นๆนี่ๆ นานามากมาย

ทั้งๆที่ของเหล่านี้เป็นสิ่งนอกตัว ไม่จีรัง อยู่ได้ 5 ปี 10 ปี ก็ตกรุ่นแล้ว หรือพังแล้ว

สู้เอาเงินส่งลูกเรียนหนังสือ (แล้วเกาะลูกกิน) หรือไปเรียน กศน. ลงทะเบียนเรียนเสริมยามว่างจะดีกว่า


ถ้าคุณอยากมี อยากได้ ก็ขยันทำงาน หัดอ่านหนังสือ หาความรู้ให้มาก
เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประโยชน์ เป็นเถ้าแก่อะไรก็ว่ากันไป
ไม่ใช่รอให้รัฐมาเลี้ยง แล้วเอาเงินไปถลุงสนองกิเลส โดยไม่ได้มองถึงผลในระยะยาว
แล้วมา โทษระบบการเมือ%B

google map วันนี้

หากลอง search ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จะเจอแบบนี้...







โรงแรมดุสิตธานี
วันที่ 17 พ.ค. นักท่องเที่ยวและนักข่าวมากมายที่อยู่ทีนี่
ต้องอพยพหนีตายกันให้วุ่น เพราะถูก ควายแดง (หรือผู้ไม่หวังดี ไม่ทราบฝ่าย) ถล่ม

 


พื้นที่ ราชประสงค์
พื้นที่บนถนนพระราท 1 นี้ เป็นแหล่งของ shopping mall มากมาย
และย่าน siam square ชื่อดัง และโรงหนัง ห้างต่างๆ ถูกเผาราบ





สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน คลองเตย
มีการป้องกันสถานีอย่างเข้มงวด เพราะเสี่ยงต่อการถูกวางเพลิง และทำลาย





โรงพยาบาล ราชวิถี
วันที่ 16 พ.ค. sniper จากกองกำลัง (ทหาร หรือ แดง เอ่ย ?)
ได้ยิงเข้ามาตกลงมาในจุดพื้นที่ ร.พ. ชาวบ้านต่างๆ ต้องหลบ หาความปลอดภัย





ห้างพันธฺ์ทิพย์ กู๊ แอ๊กกกกกกกกก @_@ " !!!!!
เฮ้ย นั่น มัน....โฮๆๆๆ แล้วคอมกุล่ะ เครื่องกุล่ะ
จะลงวินโดวส์ใหม่ จะหาโปรแกรมไรก็ไม่ได้อีกละ T___T
ปิดไร้วันกำหนด





เสธ.แดง โดนยิงกบาล
นี่เ่ป็นจุดที่เสธแดง โดนยิงกบาล เมื่อวันที่ 13 พ.ค.
และต่อไปก็ม่องเท่งทึงในไม่ช้า จากผลกรรมที่ทำเลวร้ายกับบ้านเมืองเอาไว้





บ้านมาร์ค
17 มี.ค. เสื้อแดงเอาเลือดไปเทหน้าบ้าน
ที่ ซอย 31 สุขุมวิท





สงครามไฟ พระราม 4
เสื้อแดงเผายาง เผาบ้านเผาเมือง
เผาความเป็นคนไทย ออกไปจากหัวใจและจิตสำนึก !!!






และที่น่าเลวร้ายคือ
บ้านของพ่อพวกเรา ที่อยู่ใกล้แหล่งอโคจรควายแดงเพียงนิดเดียว

พระบรมมหาราชวัง
ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นล้านๆ ให้มาชื่นชมเมืองไทย
ศูนย์รวมสถาปัตยกรรมไทยโบราณอันล้ำค่า
ลองไปถามฝรั่งดูสิว่า ถ้ามาเมืองไทย ไม่ได้มาเยือน grand palace แสดงว่าไม่ได้มาไทย
และ เ็ป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ทั่วโลกต้องการมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้ !!!

สหราชอาณาจักรที่มักเรียกทั่วไปว่าอังกฤษ
ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน หมายความว่าอังกฤษมีอาณานิคมไปทั่วโลก
และยังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยังมีชื่อเสียงด้านการปฎิวัติอุตสาหกรรมก่อนประเทศอื่นใดในโลก
ทั้งยังมีศิลปินดังมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศของผู้ดีอีกด้วย
แต่เชื่อไหมว่าผู้ดีอังกฤษในสมันศตวรรษที่ 18 – 19 ไม่ใส่กางเกงใน
ทำไมผู้ดีถึงให้ความสำคัญกับการแต่งกายอย่างประณีต
ไม่ใส่กางเกงในเวลาไปไหนมาไหน


เหตุผลก้อเพราะในสมัยนั้นไม่มีกางเกงในผ้าเนื้อบางอย่างปัจจุบัน
มีแต่กางเกงในหนา หนุ่มเจ้าสำราญในประเทศอังกฤษจึงไม่ค่อยใส่กัน (ท่านเธอร์เจ้าสำราญ ?)
เพราะทำให้เห็นเป็นรูปรอยกางเกงในชัดเจน แม้แต่ทหารอังกฤษที่นุ่งกระโปรงยาวถึงเข่า
ก็ไม่ใส่กางเกงในด้วยเช่นกัน


จนถึงทุกวันนี้คนอังกฤษยังยึดธรรมเนียมว่าเมื่อใส่ชุดประจำชาติต้องไม่ใส่กางเกงใน
ร้านค้าตัดเสื้อเก่าแก่ก็จะยึดประเพณีนี้ก็จะตัดเสื้อยาวกว่าปกติ




กางเกงอย่างฟิตเปี๊ยะ...